ญี่ปุ่นคืนเดียว ตอน Osaka

อาจจะเรียกว่าผมโชคดีก็ได้ ที่งานของผมทำให้ผมได้เดินทางไปญี่ปุ่นบ่อยๆ แต่ไปแต่ละที ถ้าไม่ได้พาศิลปินไปตรัเวณทัวร์คอนเสิร์ต หรือพาครอบครัวไปเที่ยว ผมจะใช้เวลาให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ เลยทำให้การไปญี่ปุ่นหลายๆ ครั้งของผม เป็นทริปสั้นๆ แค่หนึ่งคืนเท่านั้น (จริงตอนตระเวณทัวร์คอนเสิร์ตก็คล้าย ๆ กัน เพราะอยู่แค่เมืองละคืนเท่านั้น แต่ได้อยู่ญี่ปุ่นนานหน่อย) การไปญี่ปุ่นทริปธุรกิจของผม จริงๆ สมัยนี้เขาไม่ทำกันแล้ว เพราะเอาเข้าจริง ใช้แค่อีเมล์ โอนเงิน ก็สามารถทำการค้าระหว่างประเทศไทย ทว่าผมมีความเชื่อในความสัมพันธ์ชนิดตามองตา มือจับมือ คุยกันน้ำลายกระเด็นใส่หน้า แล้วกินข้าวด้วยกัน ความสัมพันธ์แบบนั้น มันเข้มข้นมากเกินกว่าแค่ขายแตกแล้วแยกทาง มันสามารถเติบโตเป็นการทำธุรกิจระหว่างเพื่อนกับเพื่อนได้ และในที่สุดการค้าระหว่างผมและเขาก็จะแข็งแกร่ง ใครจะมาเจาะ มาทำลายความสัมพันธ์ด้วยเงินตรา คงเป็นไปได้ยาก ผมเชื่อแบบนั้นครับ แม้มันจะทำให้มีค่าใช้เพิ่มขึ้นจ่ายมากมาย ทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พัก แต่สำหรับผม มันคือการลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อความแข็งแกร่งของธุรกิจ ความสัมพันธือยู่เหนือสิ่งอื่นใด และมันสร้างขึ้นได้ง่ายๆ แค่ไปหากัน ด้วยประการฉะนี้ ผมจึงจะมีเรื่องเล่าของการเดินทางสั้น ๆ ของผมให้อ่านกันหลายตอน ไปแต่ละทีผมใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่าที่สุด อาจไม่คุ้มในสายตาใคร แต่สำหรับผม มันโคตรจะคุ้มยิ่งกว่าคุ้มเลยครับ

การไปโอซาก้าครั้งที่จะเล่านี้ ผมเลือกเดินทางโดยการบินไทย ไปไฟลท์ดึก ออกมันเกือบเที่ยงคืน ซึ่งพอเอาจริงๆ ก็มักออกหลังเที่ยงคืนนิดๆ ทุกที และจะไปถึงโอซาก้าตอนเช้าโคตรๆ ผมก็จะใช้เวลาวันนั้นทั้งวันให้เป็นประโยชน์ นอนหนึ่งคืน แล้ววันรุ่งขึ้นไปทำสิ่งต่างๆ ต่อ ตบท้ายด้วยการกลับไฟล์ดึก ไปถึงเมืองไทยเวลาตีสี่ กลับถึงบ้านทันปลุกลูกไปเรียนพอดี :) แต่บางทีผมก็ไปถึงเช้าโคตร ๆ แล้วกลับมันดึกโคตร ๆ วันเดียวกันเลยก็มี ซึ่งผมเลือกการไปโตเกียวกับทีมงานมาเล่าให้ฟังในตอนต่อ ๆ ไปแล้วกนครับ

เมื่อถึงสนามบินโอซาก้า ผมกระโดดขึ้นรถไฟ Rapito คันงามหน้าตาคล้ายหุ่นยนต์ เพื่อตรงเข้าสถานี Namba Nankai ซึ่งตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางคมนาคมและร้านค้าอย่าง Namba แต่เช้าแบบนั้นไปถึงก็ทำอะไรไม่ได้ ผมเลยรีบเอากระเป๋าไปฝาก แล้วขึ้นรถไฟจาก โอซาก้า ไป โกเบ โดยมีจุดหมายเพื่อไปดูเจ้าหุ่นตัวทางขวานี่เองครับ หุ่นนี้ชื่อว่า Tetsujin เป็นอนิเมชั่นยุคเก๋ากึ๊กของญี่ปุ่นเขา สร้างโดยบรรดาพ่อค้าของย่านนั้น (ประวัติต่างๆ ไปหาอ่านเอาเอง) ผมนั่งรถไฟไปประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงสถานีจุดหมาย เดินออกไปก็เจอแผนที่ชี้ทางสู่เจ้าหุ่นนี่ชัดเจน บริเวณโดยรอบ ไม่แน่ใจว่าเพราะมันเช้าไป หรืออย่างไร มีแต่ชาวญี่ปุ่นรุ่นอาวุโส เดิน ๆ นั่ง ๆ อยู่เต็มไปหมด ผมก็เดินไปถ่ายรูป แล้วหาน้ำแปลก ๆ ที่บ้านเราไม่มีดื่ม ดื่มไปจ้องหุ่นนี่ไปสักครึ่งชั่วโมงก็เดินทางกลับ บางท่านอาจคิดว่าผมทำตัวแปลกๆ จะมาทำไม มาแล้วมานั่งกินน้ำแล้วกลับ แต่ถ้าผมไม่มา จะให้ผมไปไหน และสำหรับผม สถานที่นี้ คือที่ ๆ ผมกะจะมาเยือนสักครั้ง ให้ได้มาเห็นเจ้า Tetsujin ตัวเป็น ๆ กับเขาสักที แล้วก็ได้มาสมใจ เสร็จจากที่นี่ ผมนั่งรถไฟกลับไปหาอาหารเช้าง่าย ๆ ท่าน ตอนนั้นร้านต่างๆ เริ่มเปิด ผมก็ตรงไปยังร้านอูคูเลเล่ ที่ผมได้รับคำสั่งให้มารับอูคูเลเล่ที่มีตัวเดียวในโลกตัวหนึ่ง ท่านที่ไม่คุ้นเรื่องอูคูเลเล่ ผมเล่าให้เพิ่มนิดหนึ่งว่า นอกจากอูคูเลเล่กะโหลกกะลาที่เห็นๆ กัน ตัวละไม่เท่าไหร่และเล่นไม่ได้จริง ๆ แล้ว มันยังมีอูคูเลเล่ดีๆ และดีโคตร ๆ ไปจนถึงดีจนไม่อาจเปรียบสิ่งใดได้ และการเดินทางของผม ส่วนมากก็มาตามหาประเภทหลังนี้ เมื่อผมหาเจอ ผมจะไปรับเอง เพื่อที่จะได้เห็น ได้สัมผัส ได้รู้จัก ที่มาของมัน และสร้างความสัมพันธ์เพื่อตัวต่อไป

ที่เห็นในภาพคือสิ่งที่ผมเดินทางมาหา ในวันแรก หลังจากกลับจากทริปโกเบสั้นๆ ผมไปร้านดนตรีอายุเป็นร้อยปี เพื่อไปรับอูคูเลเล่ตัวกลาง ซึ่งทำมาเฉลิมฉลองครบรอบปีที่ร้อยกว่าของร้าน มันเป็นงานศิลปะที่เล่นออกมาได้ไพเราะไม่แพ้ความสวยของมัน การไปรับตัวนี้ เป็นครั้งแรกที่ผมไปทำความรู้จักกับเขาเช่นกัน จึงมีการพูดคุยและชมของต่าง ๆ สักพักใหญ่ จนเวลาผ่านเลยไปจนสามารถไปเช็คอินโรงแรมได้ จากร้านนี้ ผมเลยตรงไปเช็คอินก่อน โดยมองจากห้องพักจะเห็นวิวแบบภาพข้างล่างนี้

ใช่แล้วครับ ผมเลือกที่จะพักแถวๆ Shinsaibashi - Namba เพราะมันใกล้ที่ๆ ผมต้องไป ช่วงเวลาที่เหลือของวันนี้ จะเป็นงานอดิเรกล้วน ๆ เพราะงานหลัก จะมาอีกทีในวันรุ่งขึ้น มีนัดไว้อีกที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ทางไปสนามบินพอดี จากโรงแรมผมไปเดินๆ แถมย่านช็อปปิ้ง หาของฝากให้ที่บ้านได้ครบถ้วน เพราะมีห้างดังอย่าง Takashimaya หรือห้างฮิปอย่าง Tokyu Hand หรือ ร้านเท่ ๆ อย่าง Village Vanguard และร้านค้าแนวๆ เพียบในย่านเมืองอเมริกัน ซึ่งคล้ายๆ สยามสแควร์แบบอัพเกรด แต่ที่ผมตั้งใจจะไปไม่ใช่ที่พวกนั้นครับ เพราะจุดหมายผมอยู่ที่ Den Den Town ซึ่งเป็นย่านของพวกโอตาคุ คนบ้าฟิกเกอร์และเกมส์ ซึ่งผมเองก็เป็นไอ้พวกนั้นด้วยในบางเวลา ที่ผมสะสมมาได้ระยะหนึ่งคือหุ่น คินนิคุแมน ครับ และต้องเป็นที่ผลิตโดยบริษัท โรมันโด ซึ่งได้เจ๊งไปนานแล้ว ทำให้ของที่ผมหา มันหายากขึ้นทุกวัน กลายเป็นของสะสมไป ซึ่งไม่ใช่ผมหาคนเดียว คนอื่นก็หา ทำให้เป็นการสนุกสนาน ที่จะไปเดินตามร้านของเล่นเก่าต่างๆ เพื่อควานหาเจ้า คินนิคุแมน นี่ ซึ่งบางร้านก็ใส่มันไว้ในตะกร้ารวมๆ เหมือนของโละ บางร้านก็วางไว้ในตู้กระจกล๊อคมิดชิดดั่งของมีค่า ราคาก็ต่างกันไป บางทีตัวเดียวกัน ราคาต่างกันเป็นเท่าๆ ก็เป็นสเน่ห์ของการสะสมครับ

ร้านนี้เลย ชั้นล่างขายของใหม่ไม่ต้องไปดู ให้ตรงขึ้นไปชั้นสอง แล้วเสาะหาหลืบที่มีคินนิคุแมน เขาจะมีทั้งแบบใส่กะบะร่วง ๆ ถูก ๆ และแบบอยู่ในกล่องครบชุด ผมขนมาได้ทีละไม่มาก เพราะกระเป๋าไม่มีที่นักครับ แต่ก็ต้องไปเลือกมาสักสองสามตัวทุกทีไป ที่นี่มีฟิกเกอร์แทบจะทุกรูปแบบ เก่าแค่ไหนก็มี ใครอายุแถวๆ ผมมาคงฉ่ำปอด ส่วนเด็กรุ่นใหม่ ผมว่าแค่โยนไอแพดให้ ก็ฟินแล้ว พวกเขาโตมาอีกแบบ ซึ่งไม่รู้พอเขาแก่ เขาจะถวิลหาอะไรกัน

นอกจากคินนิคุแมนแล้ว ยังมีเกมเก่าๆ ที่ผมชอบไปเดินดู แต่อันนี้ซื้อกลับมามักไม่ได้เล่น เพราะเปืดแล้วมันเก๊าเก่า เล่นไม่สะเด่าเหมือนเกมใหม่ๆ แต่ก็ชอบในมนต์ขลังนะครับ นึกถึงสมัยเด็กๆ ดี จึงทำให้หมดเวลาไปทั้งวันกับสิ่งนี้ ในภาพข้างบนคือร้าน Super Potato ร้านขายเกมเก่าชื่อดัง ที่หากผมไปผมต้องแวะทุกทีไป แถวๆ นั้นมีกันอยู่ถึงสองสาขาด้วยกัน ฉ่ำปอดโอตาคุกันไป

พอเย็นๆ หน่อย ผมก็เดินมา Dotonbori แต่ก่อนจะถึงแถวๆ ปูยักษ์นี่ ย้อนกลับไปทางสถานี Namba Nankai แถวนั้นเขามี Bic Camera อยู่ ผมชอบไปดูพวกกล้องถ่ายรูป หูฟัง และของเล่นชั้นบน เจออะไรเข้าท่าก็สอยเลย เสร็จแล้วไป Tower Records ร้านโปรดที่สูญพันธุ์ไปหมดจากทุกที่ในโลก แต่ที่นี่ยังมีขายซีดีกันหลายชั้น และมีเพลงให้ฟังเยอะแยะ ชนิดอยู่ได้นานสองสามสี่ห้าหกนานเลย คนสมัยใหม่อาจงงพฤติกรรม แต่นี่คือสเน่ห์ของการค้นหาเพลงใหม่ๆ ที่ไม่ใช่การคลิ๊กหา แต่เขาคัดสรรเพลงแนวต่างๆ มาแนะนำกันละลานตา ผมชอบตรงมันมีกล่องซีดีให้จับต้องไป ดูเคล้าเสียงเพลงที่ฟังผ่านหูฟังนากามิชิคุณภาพดี ชอบแผ่นไหนก็สอยมา หรือจำไปซื้อใน i-tune ทีหลังได้ อีกที่ๆ ผมต้องไปคือ Book-off ร้านขายหนังสือมือสอง ที่ตอนนี้มีเกมมือสอง และอะไรๆ มือสองขายด้วย แต่ส่วนมากไม่ได้อะไรติดมือจากที่นี่

แล้วผมก็กลับมานอน เพื่อวันรุ่งขึ้นจะได้รีบตื่นขึ้นมา ใช้เวลาตอนที่ยังไม่มีอะไรเปิดให้เป็นประโยชน์ ก่อนจะขึ้นรถไฟไปหาเพื่อนญี่ปุ่นที่นัดไว้ (งาน) นี่คือวิวละแวกเมืองอเมริกันจากหน้าต่างห้องนอนผมครับ

เช้ามา ผมตรงไปที่นี่ครับ Peace Osaka มันคือพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับโอซาก้าตอนโดนทิ้งระเบิด แม้ไม่ได้โดนปรมณู แต่ว่ากันว่าเมืองนี้ราบเป็นหน้ากลองครับ โดนระเบิดเป็นห่าฝนติดต่อกันยาวนาน แทบไม่มีอะไรเหลือ เขาเล่าว่าคนมีเงินไปก็เท่านั้น เพราะข้าวยากหมากแพงสุดๆ ขนาดคนรวยต้องขนเอากิโมโนแพงๆ ไปแลกกับข้าวแค่ถ้วยเดียว โหดมากครับ เสียดายเขาไม่ให้ถ่ายภาพข้างใน ทำไว้ดี มีทุก ๆ อย่างจากเหตุการณ์วันนั้น มาแสดงเพียบ เดินดูไปเศร้าไป และยังทำให้เราเข้าใจเหตุผลต่างๆ ที่ญี่ปุ่นต้องพยายามขยายอำนาจในเอเชีย และการเข้าร่วมสงครามกับเยอรมัน

ด้วยว่าใกล้ ๆ กับ Peace Osaka มีสวนสาธารณะ ที่มีทางเดินทอดยาวไปสู่ปราสาทโอซาก้า ผมเลยถือโอกาสเดินไปชมปราสาทโอซาก้าในแบบมาคนเดียวดูอีกสักที เพราะที่เคยมาครั้งแรกมาคนเดียว ครั้งที่สองมาสองคน คิดว่าครั้งที่สามมาคนเดียวก็จะแตกต่างไปแน่นอน ดีทั้งสามแบบ แต่มุมมองไม่เหมือน ก็แค่เริ่มก็ต่างแล้ว เพราะคราวก่อนผมเดินมาจากย่านธุรกิจ เข้ามาทางอีกด้าน คราวนี้เลือกเดินมาจากสวนสาธารณะ ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบครับ ที่สนุกคือมีอีกาตัวเขื่อง ๆ เยอะ ยืนดูมันเล่นกันเพลินดี ระยะทางเดินไม่ได้วัด แต่ไกลพอควร ทว่าร่มรื่นดี และมีคนญี่ปุ่นเดินไปเดินมาประปราย บางคนมาถ่ายรูปคู่ บางคนไม่มีบ้านอยู่ นั่งบนม้านั่งส่งเสียงดังลั่น แต่ที่มาไกลกว่าคือกลิ่นของเขา!

และนี่คือปราสาทโอซาก้าในวันที่ผมไป มันต่างจากครั้งแรกที่มาแน่ๆ ก็ตรงไอ้สีทองๆ นี่แหละ ที่พึ่งมี น่าจะเป็นสัญลักษณ์ประจำปราสาทนี้ที่เพิ่งนำมาตั้งไว้ ครั้งแรกตอนนั้นขึ้นไปถึงข้างบน แล้วปั๊มเหรียญคินนิคุแมนมาด้วย รอบสองมาสองคนได้แค่ถ่ายภาพรอบๆ แล้วไปทำงานต่อ ส่วนครั้งที่ผมลองเดินเลาะมาข้างหลัง มาเจอศาลเจ้าและร้านอาหารง่ายๆ ตั้งอยู่ พร้อมทั้งมีศิลปินเล่นเครื่องดนตรีญี่ปุ่นขับกล่อมด้วย เนื่องจากว่าเวลายังมี ผมเลยไปนั่งทานยากิโซบะ ซึ่งทำให้พบว่าห่าอาหารกาก ๆ ที่ญี่ปุ่นก็มีเหมือนกัน โชคดีที่ผมกินอะไรก็ได้ เลยใช้เวลาที่เหลือละเลียดยากิโซบะกาก ๆ เคล้าเสียงดนตรีไป จนได้เวลาจึงเดินเข้าไปชมศาลเจ้า ขอโทษที่ไม่ได้บอกชื่อสถานที่เพราะขี้เกียจไปดู จำไม่ได้แล้ว หากนี่เป็นหนังสือ ผมคงต้องไปค้นหามา แต่นี่มัน blog เอามาเล่าเหมือนคุยกันชิลๆ ท่านอย่ามาเอาความอันใดกับผม ณ ที่นี้นะคร้าบ นี่ผมพยายามเขียนให้มันไปสุดขอบรูป พื้นที่จะได้สวย ๆ ซึ่งก็จวนแล้วครับ จากนี้ผมจะเดินทางไปเมือง Kishiwada เพื่อไปยังร้านอูคูเลเล่ที่เจ๋งที่สุดในญี่ปุ่น เพื่อพบเพื่อนที่เป็นทั้งเพื่อนและคู่ค้าของผมครับ

ท่องเที่ยวเสร็จ ได้เวลาทำงาน ผมกลับไปเอาของทั้งหมดที่ฝากไว้ที่โรงแรม แล้วขึ้นรถไฟใต้ดิน ไปต่อรถไฟสายที่วิ่งไปสนามบินคันไซ มันจะผ่านเมือง Kishiwada ซึ่งร้านของเพื่อนผมตั้งอยู่ เมืองนี้ทุกๆ ปี เขาจะมีเทศกาล ที่ชาวเมืองหลากหลายกลุ่ม หาบเกี้ยวขนาดใหญ่แล้ววิ่งไปทั่วเมือง ที่ว่าวิ่งนี่คือวิ่งกันเร็วๆ เลยนะครับ ผ่านตรอกซอกซอยต่างๆ ชนบ้างอะไรบ้าง เป็นที่สนุกสนานของเขา แต่ถ้ามาตอนปกติ นอกจากปราสาทคิชิวาดะ ก็เป็นเมืองคล้ายๆ เมืองอื่น มีห้าง Aeon มีอาร์เขต ที่ทอดยาวจากสถานีรถไฟฟ้า และร้านของเพื่อนผม ก็อยู่แถวนั้นแหละครับ เขาเป็นร้านอูคูเลเล่เล็กๆ แต่ของข้างในมีแต่ของยิ่งใหญ่ ร้านนี้ผมว่าเขามีอูคูเลเล่ระดับไฮเอนด์เยอะที่สุดในญี่ปุ่นแล้วครับ ใครที่อินอูคูเลเล่ถ้าได้มาที่นี่จะฟินแน่ๆ ครับ

หลังจากเสร็จธุระ เขาก็พาผมเดินไปตามตรอกเล็กๆ นี้ ซึ่งเขาบอกว่าบ้านเก่าๆ แถวนี้มีอายุเป็นร้อยๆ ปี ผมมองแล้วเห็นว่าเขาดูแลรักษาบ้านดีทีเดียว แม้จะเก่าแต่ได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอ เลยดูอย่างกับของใหม่ เราเดินย้อนกลับไปต้นอาร์เขต แถวๆ นั้นมีร้านอาหารแนวขี้เมา หรือที่เรียกกันว่า Izakaya อยู่ร้านหนึ่ง เราจะไปทานอาหารเย็นกันที่นั่น จากนั้นเขาจะส่งผมกลับสนามบิน

นี่บรรยากาศร้านครับ หน้าร้านเขาเขียนเป็นภาษาอังกฤษแบบผิดไวยกรณ์เอาไว้อ่านแล้วเข้าใจได้ว่า "ทางร้านมีสิทธิปฏิเสธลูกค้าที่ไม่พูดภาษาญี่ปุ่น" หรืออะไรประมาณนั้น ผมโ๙คดีมากับคนญี่ปุ่น เลยสบายไป อันที่จริงก็พูดได้บ้างแบบถ่อยๆ แต่ถ้าภาษาอาหารผมเอาอยู่เหมือนกันนะ คิดว่าหากเรามาเดี่ยวก็น่าจะรอด

คืนนี้ผมรีเควสทานอะไรที่เขาทานกันเป็นปกติ เพราะทุกทีเขาจะพาผมไปทานแบบอลังการ เช่นซุชิ หรือร้านหรูๆ ซึ่งผมเกรงใจเขามาก เพราะเขาเลี้ยงทุกที รอบนี้เลยรีบบอกก่อน และมันก็ทำให้ได้ลิ้มรสอาหารโซลฟู๊ดของโอซาก้า นั่นคือ Kushikatsu นั่นเอง มันคืออะไรก็ตาม นำมาเสียบไม้ทอด เวลาทาน ปกติจะแกล้มกับเบียร์เย็นๆ อร่อยกันไป ส่วนผมทานเบียร์ไม่ได้ซะแล้วตอนนี้ เลยอร่อยแบบเพียวๆ ไปก่อน ซึ่งก็เฟี้ยวลิ้นดีครับ มื้อนี้จะทานให้อิ่มมากไปก็ไม่ดี เพราะต้อรอไปอีกนานกว่าจะถึงบ้าน ท้องตึงไปจะเดินทางไม่สบายตัว

ทานเสร็จ เราเดินกลับไปทางเดิม เพราะรถของเพื่อนผมจอดอยู่ที่ร้าน และนี่คือบรรยากาศตรอกที่ผมเดินผ่านตอนขามา ตอนนี้มันมืดตื๋อแบบนี้ไปแล้วครับ วังเวงแต่รู้สึกปลอดภัยอยู่ครับ จากจุดนี้ผมก็ไปขึ้นรถ แล้วเขาก็ขับไปส่งสนามบิน ผมเข้าไปข้างในยังไปกินอะไรต่ออีกด้วยความตะกละ จากนั้นก็ขึ้นเครื่องเที่ยวดึกกลับบ้าน

ถึงประเทศไทยตี 4:20 สนามบินว่าง ใช้เวลาไม่นานก็ออกมา กลับบ้านไปปลุกลูก แล้วพาไปส่งโรงเรียนได้เลยครับ เป็นอันจบทริปหนึ่งคืนของผม ซึ่งจริงๆ แล้วทำให้มันเป็นแบบไปเช้าเย็นกลับก็ได้ แต่ถ้าพอมีเวลาผมว่านอนสักคืนแบบนี้ก็ไม่เหนื่อยมากดี โอกาสหน้าจะมาเล่าประเภทมาเช้าเย็นกลับบ้างครับ :)


Follow Us
  • Twitter Basic Black
  • Facebook Basic Black
  • Google+ Basic Black
Recent Posts