ญี่ปุ่นคืนเดียว ตอน คานาซาว่า

มันเป็นอีกครั้งที่ผมไปทำภารกิจเป็น

ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงอะไรกันให้เสียเวลาครับ เนื่องจากเราได้โปรโมทไว้แล้วว่าศิลปินของเรามีของโปรดเป็นซุชิ ที่แรกที่ทุกผู้จัดงานพาเราไปมักเป็นร้านซุชิ และเรามักรีเควสให้พาไปร้านที่คนปกติเขาทานกันทุกวัน หนึ่งเพื่อไม่ให้มันเวอร์ไป สองเพื่อเข้าถึงซุชิญี่ปุ่นจริงๆ ครับ

ร้านนี้เป็นร้านซุชินี่ มานาบุซัง ผู้จัดงานครั้งนี้ที่คานาซาว่าชอบมา เขาเป็นเพื่อนกับเชฟด้วย โดยเชฟได้สืบทอดร้านนี้มาจากคุณแม่ ซึ่งนั่งอยู่หลังเคาท์เตอร์นั่นเอง จัดว่าเป็นร้านที่มีมานาน และใครๆ ละแวกนั้นมาทานกันเป็นประจำครับ ปราศจากนักท่องเที่ยวเลย

มานาบุซัง คนจัดงาน กับมามิจังผู้มาเป็นล่ามครับ คนญี่ปุ่นจริงๆ ฟังเราเข้าใจ แต่ไม่ชอบพูด เลยมีตำแหน่งพิเศษคือล่ามทุกทีทุกที่ๆ ผมไปครับ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เขาและเรา และนั่นเป็นเหตุให้ผมเรียนภาษาญี่ปุ่นซะเลย จะได้สื่อสารได้สะเด่าขึ้น นี่เรียนมาได้สามปีแล้ว ยังห่วยอยู่ เพราะได้ใช้น้อยมาก แต่เดี๋ยวนี้ใครนินทาผมไม่ได้แล้วนะ พอแกะออกแบบงูๆ ปลาๆ

ก่อนที่พระเอกจะมา ต้องตัดกำลังกันด้วยของเปิดศักราชการกินพวกนี้ก่อน ซึ่งก็อร่อยดีครับ ดูๆ ไปการเดินทางของผมมันมีแต่กินแฮะ หาสาระการท่องเที่ยวได้น้อยนัก

อันนี้ต้องภาพใหญ่เพราะชอบสุดในบรรดาของเรียกน้ำย่อยครับ ผมจำชื่อหอยไม่ได้ แต่ระชาดมันดีทีเดียว เอาไม้จิ้มออกมากินกันง่ายๆ สด อร่อย

จากนันกองทัพซุชิ ซาชิมิ ก็ทะยอยกันออกมาเรื่อยๆ อิ่มกำลังดีครับ เชฟเขาเลือกปลาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ที่ร้านมาให้เลย โชคดีที่เชฟก็เป็นแฟนอูคูเลเล่ด้วย เขาเลยดีใจมากที่มีศิลปินจากฮาวายมาเยือนถึงที่ ส่วนผมฮาวายเก๊ก็โชคดีไปด้วยครับ อโลฮ่ากันได้ทุกมื้อจริงๆ คืนนั้นทานเสร็จก็มีเล่นอูคูเลเล่โชว์ให้เชฟดูสักยก จากนั้นกลับไปแช่ออนเซน แล้วเข้านอนอิ่มสบาย

เชฟมาแจมในตอนจบครับ เพลินไปเลย มีทั้งซุชิ มิตรภาพ และอูคูเลเล่

สายๆ ต่อมา ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงเช่นกัน เขาพาเราไปจัดมื้อสายกับ โซบะ ร้านเก่าแก่ของคานาซาว่าครับ ชื่อร้านอะไร ตั้งอยู่ที่ไหนไม่ทราบ เวลาไปแบบนี้ ไอ้ผมก็ตามอย่างเดียว ไม่รู้ทิศรู้ทาง แต่อาคารบ้านเรือนแถวนั้น จะดูเก่าๆ แต่สะอาดมากครับ เดี๋ยวผมจะลงภาพโซบะ และเครื่องเคียงเขาไว้ใต้ช่วงนี้เลย สรุปง่ายๆ คือเขามีให้เลือกทั้งโซบะ อุด้ง แบบร้อน แบบเย็น สามารถสั่งพวกของทอดเทมปุระมาทานด้วยได้ ซึ่งทานแล้วไม่เลี่ยนเหมือนเวลามาสั่งที่บ้านเรา คอนเส็ปเขาคล้ายๆ ที่เมรุกาเมะ แต่พอผมถาม เขาบอกว่าอันนั้นฟาสฟู๊ด ของเขาคือของจริง มีความพิถีพิถันทุกขั้นตอน ซึ่งทานเข้าไปแล้วก็รู้ได้ทันทีที่ลิ้นสัมผัส ผมสั่งแบบเย็น มันช่างสดชื่นจริงๆ รสชาดของน้ำที่เขานำมาให้จุ่ม มีผสมเลม่อนญี่ปุ่นลงไป มันช่างจี๊ดจ๊าดแบบสุขุมยิ่งนัก

ผมใช้คำฟุ่มเฟือยและพล่ามไปเรื่อยเพื่อให้ตัวหนังสือมันเรียงลงมาข้างภาพนี้ให้ดูดีน่ะครับ ถึงได้เวิ่นเว้อเพียงนี้ แต่อย่างว่า นี่มัน blog ไม่ใช่หนังสือ มันคือสไตล์ที่ใครจะทำอะไรก็ได้ และผมก็ทำให้มันมาถึงจุดที่ควรจะหยุดเขียนแล้วไปเริ่มย่อหน้าใหม่สักที เย

ก่อนอุด้งสดจะมา ต้องเจอกับอุด้งทอดก่อน เป็นของว่างที่ช่วยให้คนที่มาถึงด้วยความหิว ได้หายหิวไประดับหนึ่ง

เส้นอุด้งแบบโฮมเมดของเขาเด้งหนึบเกินบรรยาย จริงๆ ครับ

บรรดาผัดทอดเทมปุระ เพื่อสุขภาพ ที่สำคัญคือมันไม่เลี่ยนเลยครับ เทคนิคการทอดขั้นเทพ

หน้าตาจานหลัก ผมขอโทษที่เลือกทานแบบผักล้วนๆ พอดีอยากรักษาสุขภาพนิดนึง แต่แค่นี้ก็อร่อยเหาะแล้วครับ มันดีกว่าที่กินมาสักสามเลเวลได้

จากนั้นงานแรกของเราคือ ไปสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ เล่นอูคูเลเล่ครับ ที่โรงเรียนอนุบาลนี้ ครูใหญ่ชอบอูคูเลเล่มาก และคิดว่าหากเอาเซียนจากฮาวายมาให้เด็กได้สัมผัส เด็กๆ จะมีความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับอูคูเลเล่ และฝึกกันตั้งแต่เด็ก โดยเขาหาอูคูเลเล่มาให้เด็กไว้คนละตัวเลยครับ แจ่มมากๆ

เด็กๆ เขาแม้จะแค่ชั้นอนุบาล แต่มีวินัยมาก โปรดชมท่านั่งฟัง มีสมาธิและตั้งใจ ไม่หยุกหยิก หรือคุยกัน เด็กๆ มีความสนใจในสิ่งที่สอน และในวันนี้อูคูเลเล่คือสิ่งที่พวกเจ้าจะได้เรียนกัน จะมีกี่ประเทศในโลกที่ลงทุนเอาศิลปินจากฮาวายมาสอนกันถึงที่ คุณภาพการสอนเขาช่างลึกล้ำ ให้ความสำคัญกับทุกอย่าง ถ้าจะนำเสนออูคูเลเล่ ก็ต้องคนฮาวาย คนฮาวายสอนอูคูเลลเ่ก็ต้องเอาคนเก่งมา เด็กๆ จะได้มีภาพลักษณ์ที่ดีงามกับอูคูเลเล่ในหัวตลอดไป นั่นคือหลักการคิดครับ คือถ้าเอาคนใส่ชุดโบโซ่มาเล่นก๊องแก๊ง เด็กๆ ก็จะคิดว่ามันเป็นของเล่น ที่มีดีแค่ให้ตัวตลกถือไปมา ทำแบบนี้ถูกต้องครับ

ภาพนี้ตัดมาอีกโรงเรียนแล้วครับ โรงเรียนนี้นักเรียนที่มาเรียนน้อยกว่าอีกที่ แต่ความตั้งใจสูง เมื่อให้ถาม เขายกมือแล้วรอให้เรียก จากนั้นล่ามก็ช่วยแปล ไม่มีเด็กขี้อาย หรือเด็กรู้ดี ทุกอย่างช่างราบรื่น อย่างกับเป็นชั้เรียนของคนที่โตแล้วเลย

เมื่อเสร็จการสร้างแรงบันดาลใจ Kalei Gamiao ก็ถ่ายภาพกับเด็กๆ ครูประจำชั้น มานาบุซัง นามิจัง และผมเอง บนบอร์ดข้างหลังเป็นข้อความต้อนรับ Kalei สู่โรงเรียนอนุบาลครับ

ก่อนจะไปทำงานกันต่อ เขาใจดีพาเราไปทัศนศึกษาคั่น อันเมืองคานาซาว่านี้ จัดเป็นเมืองเก่าน้องๆเกียวโตเลยทีเดียว มีวัดวาอารามและที่อยู่ซามูไรเพียบ แต่เรามีเวลาน้อย เขาให้เลือกว่าอยากไปไหน และมาสรุปที่เราจะไปวัดนินจากัน

หน้าวัดนินจา ข้างในวัดเขาไม่ให้ถ่ายภาพ ผมเล่าเลยละกัน พอเข้าไปเขาจะมีคำแปลให้คอยถืออ่าน เพราะมีไกด์พาเดินชมและบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น ถ้าเดินเองคงไปไม่ถึงไหนเนื่องจากข้างในเต็มไปด้วยบันไดลับ ห้องลับ ประตูลับ ช่องแอบมอง ช่องหนีภัย ทางลับไปโผล่อีกจุด ห้องหลอกตา และอะไรที่มันลับๆ ลวงๆ อยู่ทุกอณู ว่ากันว่าโชกุนหรือเจ้าเมือง(โทษครับ จำไม่แม่น)เคยใช้ที่นี่เป็นเซฟเฮาส์ ทั้งหนีภัย ทั้งแอบดูว่าใครมาอธิฐานอะไร สนุกมากครับที่นี่

ข้างบนนั่นคือบรรยากาศรอบๆ วัด เท่าที่เขาให้ถ่ายมาครับ ความลับต้องเป็นความลับตลอดไปครับ

งานต่อไปเราอยู่ที่นี่ครับ เป็นชุมชนที่มีชื่อว่า แชร์ เป็นที่ๆ คนที่คิดเหมือนกัน มาสร้างบ้านอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านบนเขา ห่างจากชุมชน ที่นี่ประกอบด้วยคนแต่ละคนหลากหลายอาชีพ มีอะไรก็ช่วยกัน มีโรงเรียน มีร้านอาหร ร้านกาแฟ ฟาร์มสัตว์ และอื่นๆ แต่ไม่ได้เป็นชุมชนปิด เขามีออกไปติดต่อกับโลกภายนอกได้เป็นปกติ เพียงแค่เขาก็มีโลกภายใน ที่เขา แชร์ กันเองอยู่ด้วย เป็นคอนเส็ปที่ผมไม่คุ้นนัก แต่ก็ไม่รู้สึกหลอนเมื่ออยู่ในนั้น เพราะทุกอย่างก็ดูปกติดี น่าอยู่ สะอาด คนยิ้มแย้มเป็นกันเอง วันนี้เราจะมาทำเวิร์คช็อปอูคูเลเล่ให้เด็กๆ ของที่นี่ ต่อด้วยอีกหนึ่งชุดสำหรับผู้ใหญ่ ยาวครับวันนี้ จบสามสี่ทุ่มโน่น

มานาบุถ่ายหน้ากระท่อมอูคูเลเล่ ที่ชาวชุมชนนี้ไปตัดต้นไม้ มาช่วยกันสร้างขึ้นมา ตอนที่ผมไป เขาเพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ หอมกลิ่นไม้ดีจริงๆ ครับ

บรรยากาศของกระท่อมอูคูเลเล่ที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อกิจกรรมอูคูเลเล่โดยเฉพาะ ผมแอบอิจฉาในใจ ที่ไทยไม่ค่อยมีใครอินกับอูคูเลเล่เท่าที่ญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่อูคูเลเล่มีสเน่ห์จะตายไป แต่ผมรู้ว่าทำไม แต่ค่อยไปเล่าตอนอื่นจะดีกว่า ตอนนี้มันพาเที่ยว เดี๋ยวเครียดครับ

ก่อนจะเริ่มงาน เขาพาเดินชมชุนชน พร้อมทานอาหารว่างกันในร้านของชาวชุมชน ลองคลิ๊กดูที่ภาพข้างล่างนะครับ ว่าชีวิตเขาน่าอิจฉาจริงๆ ทุกอย่างมันดูมุ๊งมิ๊งน่าอยู่ สะอาด สบายไปหมด นี่ไม่รวมอากาศบนภูเขาที่สบายๆ ด้วยนะครับ ส่วนหน้าหนาวผมคิดว่ามันคงจะสนุกไปอีกแบบ หิมะน่าจะขาวโพลนกันละครับตรงนี้

ดูสิครับ มันช่างดูสงบและครบครันจริงๆ นี่ยังไม่ได้เดินเข้าไปตรงส่วนที่อยู่นะครับ เกรงใจเขา ที่นำมาให้ชมเป็นพวกส่วนกลางครับ คิดว่าหากได้ไปอยู่ที่นี่ ผมคงจะอายุยืนขึ้นแน่ๆ เลย

ร้านของชุมชน สุดแสนชิล พอมาจุดนี้ นามิจังถามว่าสนใจไปดูตัวอัลปาคาที่ที่นี่เลี้ยงไว้ไหม ผมงี้รีบถามเลยอยู่ไหน สัตว์เลี้ยงยังแนวได้ขนาดนี้ มีหรือจะไม่สน

ขณะที่มานาบุซังเพลิดเพลินกับแปลอยู่ ผมก็ออกเดินไปดูสัตว์อเมริกาใต้ ที่มาอยู่ถึงญี่ปุ่น

เมื่อไปถึง พบว่ามันมีกันอยู่ถึงสองตัว แต่อยู่กรงละตัว สีดำและสีน้ำตาล ยังไม่โตเต็มไว เพราะเขาเพิ่งสั่งเข้ามา ที่นี่ชักน่าสนใจขึ้นมาทุกทีแล้วครับ คนในนี้ท่าทางจะรายได้ดี มีสัตว์เลี้ยงแนวๆ แบบนี้ด้วย

โอ้อันนี้ป้าย ตอนนั้นผมอ่านไม่ออก ตอนนี้อ่านออกแล้ว ปรากฏว่าที่เขียนไว้ข้างบนมันไม่ใช่ เพราะตัวสัน้ำตาลนี่ 4 ขวบ ส่วนตัวดำปาเข้าไป 7 ขวบแล้วครับ

Kalei มาเตรียมพร้อมอยู่หน้ากระท่อมแล้ว การทำเวิร์คชอปจะเริ่มเร็วๆ นี้

ได้เวลางานครับ ทริปนี้เด็กล้วนๆ ครับ เป็นการปลูกฝังเยาวชนเสียส่วนใหญ่ ต่อจากกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ในชุมชนต่อ เสร็จแล้วเป็นอันจบงานของทริปนี้ ได้เวลากิน กิน กิน

เนื่องจากดึกมากแล้ว ร้านปกติก็ปิดหมด มานาบุซังเลยนำเสนอ Kushiage อะไรก็ได้ที่กินได้ เอามาเสียบไม้ ชุบแป้งทอด คล้ายๆ กับคุชิคัทซึของโอซาก้า แต่ที่นี่เขาเรียกแบบนี้ สเน่ห์ของเขาคือร้านเล็กๆ นั่งรอบมาสเตอร์ได้สักสอบคน แล้วเราสั่งไปกินไป หรือจะบอกให้ทำเป็นเซ็ทก็ได้ มาสเตอร์ก็จะคอยดูจังหวะ แล้วบรรจงทอดทีละไม้ ให้มาทันเรากินหมด ไม้ต้อไม้ เปลี่ยนชนิดของที่นำมาทอดไปเรื่อยๆ จากผัก สู่เนื้อ จากนื้อสู่อาหารทะเล จากอาหารทะเลสู่ชีส วนไป วนมา ตามที่เขาว่ามันต้องมาก่อนหลังอย่างไรจึงจะอร่อย ทานกับเบียร์เย็นๆ แล้วยิ่งอร่อยเหาะกันไปใหญ่เลยครับ ที่ผมชอบคือเขามีภาชนะรูปปลาอ้าปากวางไว้ พอเราทานเสร็จไม่นึง ก็เสียบเข้าปากไป พอทานหมดมาดู โอ้โฮปลามีไม้เต็มปากเลย

ทั้งหมด 25 ไม้ แต่ถ่ายมาแค่นี้ ขออภัยด้วยนะครับ ที่บางชิ้นกัดมาแล้ว พอดีอยากให้เห็นข้างในครับ มิได้จะหยาบคายอะไร อร่อยมากเลยครับ ทำไปทานไป ร้อนปากพองกันไป เขามีน้ำจิ้มสามแบบให้ด้วย แล้วแต่เราจะจิ้ม ร้านแบบนี้ส่วนใหญ่เขามากันค่ำๆ มาทานไปคุยกันไปสารพัด ปรับทุกข์กันไป ส่วนเรามาแบบกิน กิน กิน ครับ

ลีลามาสเตอร์ครับ แค่ดูก็อร่อยแล้วครับ แม้แค่นำมาทอด แต่กรรมวิธีและท่าหั่น ท่าวางลงกะทะ ท่าต่างๆ มันดูตั้งใจ ดูอร่อยกว่าปกติไปหมดครับ และแน่นอนวัตถุดิบเขาดีมากๆ ด้วยครับ บางรายการเชฟไปเก็บไปหามาเองตามธรรมชาติกันเลย

นี่คือหลักฐานการกินของผมคนเดียวในคืนนี้ครับ

เสร็จภารกิจการกิน เราก็กลับที่พัก และเตรียมตัวเดินทางกลับฐานทัพในวันรุ่งขึ้น เป็นอันจบทริป คานาซาว่า แบบไม่ได้ไปไหนนัก แต่ได้ทำให้หัวใจคนอีกนับร้อย ได้สัมผัสกับอูคูเลเล่แท้ๆ แค่นี้ก็ฟินแล้วครับ


Follow Us
  • Twitter Basic Black
  • Facebook Basic Black
  • Google+ Basic Black
Recent Posts